อุตฯเหล็กไทยปี 69 สะเทือน 2.8 หมื่นล้าน ‘CBAM’ ดันต้นทุนส่งออกพุ่ง

05 มกราคม 2569
อุตฯเหล็กไทยปี 69 สะเทือน 2.8 หมื่นล้าน ‘CBAM’ ดันต้นทุนส่งออกพุ่ง
  • มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป (EU) จะเริ่มเก็บภาษีคาร์บอนเต็มรูปแบบในปี 2569 คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการส่งออกของไทยมูลค่าราว 2.8 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียม
  • ผู้ส่งออกสินค้าไปยัง EU จะต้องแบกรับต้นทุนทางการค้าที่เพิ่มขึ้นจากการซื้อใบรับรอง CBAM ตามปริมาณการปล่อยคาร์บอนที่ฝังตัวอยู่ในสินค้า
  • มาตรการดังกล่าวยังมีแผนขยายขอบเขตให้ครอบคลุมสินค้าปลายน้ำที่ใช้เหล็กเป็นส่วนประกอบหลัก เช่น ชิ้นส่วนอุตสาหกรรมและเครื่องใช้ไฟฟ้าในอนาคต
  • อย่างไรก็ตาม CBAM ถือเป็นโอกาสสำหรับผู้ผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำของไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีเตาอาร์คไฟฟ้า (EAF) ในการสร้างความได้เปรียบและขยายตลาดส่งออก

นายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า มาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรป (EU) กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่เปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล็กโลก โดยเฉพาะเมื่อ EU เตรียมเข้าสู่ระยะจัดเก็บภาษีคาร์บอนเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 จากเดิมที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านการรายงานข้อมูลการปลดปล่อยคาร์บอนตั้งแต่ปี 2566

ทั้งนี้ CBAM เริ่มบังคับใช้ในระยะเปลี่ยนผ่านตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 โดยกำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าไปยัง EU ต้องรายงานค่าจำเพาะของการปลดปล่อยคาร์บอนที่ฝังตัวอยู่ในสินค้า (Specific Embodied Carbon) สำหรับสินค้าบางกลุ่ม ก่อนจะเข้าสู่ระยะจัดเก็บภาษีจริงในปี 2569 ซึ่งผู้นำเข้าจะต้องซื้อและส่งมอบ CBAM certificates ตามปริมาณการปลดปล่อยคาร์บอนที่ฝังตัวในสินค้า โดยอ้างอิงราคาคาร์บอนในระบบ EU Emissions Trading System (EU ETS)

“วันที่ 1 ม.ค. 69 ถือเป็นจุดเปลี่ยนจากการรายงานข้อมูลไปสู่ต้นทุนจริง ซึ่งจะทำให้โครงสร้างการแข่งขันในตลาดโลกเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ คาร์บอนจะไม่ใช่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่จะกลายเป็นต้นทุนทางการค้าที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” 

สำหรับกรอบเวลาของระยะเปลี่ยนผ่าน CBAM ครอบคลุมช่วงวันที่ 1 ต.ค. 66 ถึง 31 ธ.ค. 68 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกไป EU ปรับตัวด้านระบบรายงานและการคำนวณการปลดปล่อยคาร์บอนฝังตัว ก่อนเข้าสู่ระยะปฏิบัติการเต็มในปี 69 โดยในระยะเริ่มต้น CBAM ครอบคลุม 6 กลุ่มสินค้า ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า ปูนซีเมนต์ ปุ๋ย อะลูมิเนียม ไฟฟ้า และไฮโดรเจน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการปล่อยคาร์บอนสูงและมีความเสี่ยงต่อการเกิด Carbon Leakage

อย่างไรก็ดี ในส่วนของอุตสาหกรรมเหล็ก สินค้าที่อยู่ภายใต้ CBAM ครอบคลุมตั้งแต่เหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กแผ่นรีดเย็น เหล็กเส้น ท่อเหล็ก ไปจนถึงผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป เช่น slab และ billet โดยใช้การระบุสินค้าตามพิกัดศุลกากร (CN codes) ของ EU และแนวทางเฉพาะภาคอุตสาหกรรมตามเอกสารกำกับของคณะกรรมาธิการยุโรป

สัญญาณที่ภาคอุตสาหกรรมต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปในช่วงปลายปี 2568 ที่เตรียม ขยายขอบเขต CBAM ไปยังสินค้าปลายน้ำ ที่ใช้เหล็กและอะลูมิเนียมเป็นองค์ประกอบหลัก โดยตั้งเป้าเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 71 รวมถึงยกระดับข้อกำหนดด้านการสอบกลับได้ (traceability) และมาตรการต่อต้านการหลบเลี่ยง (anti-circumvention)

“การขยาย CBAM ไปยังสินค้าปลายน้ำหมายความว่า ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ผลิตเหล็กต้นน้ำ แต่จะลามไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรม เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีเหล็กและอะลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบหลักในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า” 

งานวิจัยของธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า เมื่อ CBAM เริ่มจัดเก็บภาษีจริงในปี 69 ผลกระทบเบื้องต้นอาจคิดเป็นประมาณ 3.8% ของมูลค่าการส่งออกไทยไป EU หรือประมาณ 28,000 ล้านบาท โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือเหล็กและอะลูมิเนียม ขณะที่ปูนซีเมนต์และปุ๋ยได้รับผลกระทบจำกัด เนื่องจากไทยส่งออกไป EU ในปริมาณไม่มาก

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติผู้ส่งออกจะต้องแบกรับภาระต้นทุนด้านการจัดเก็บและคำนวณข้อมูลการปลดปล่อยคาร์บอนฝังตัวในระดับผลิตภัณฑ์ ซึ่งต้องผ่านการทวนสอบตามมาตรฐาน Measurement, Reporting and Verification (MRV) และต้องประสานงานกับผู้นำเข้าใน EU เพื่อจัดซื้อและส่งมอบ CBAM certificates ให้ครบถ้วนตามข้อกำหนด

นายบัณฑูรย์ กล่าวอีกว่า CBAM ไม่ได้เป็นเพียงความเสี่ยง แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ผลิตเหล็กไทยที่มี คาร์บอนฝังตัวต่ำโดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยี เตาอาร์คไฟฟ้า (EAF) และวัตถุดิบจากเศษเหล็กรีไซเคิล

ข้อมูลช่วงเดือนม.ค.–ต.ค. 68 พบว่า การส่งออกสินค้าเหล็กไทยในพิกัด 72 (Iron & Steel) ไปยัง EU เพิ่มขึ้นกว่า 250% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการเหล็กคาร์บอนต่ำของผู้นำเข้าใน EU ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เพื่อเตรียมความพร้อมของซัพพลายเชนก่อน CBAM มีผลเต็มรูปแบบในปี 2569

“เหล็กจากเตา EAF ของไทยสามารถช่วยลดภาระภาษีคาร์บอนให้ผู้ซื้อใน EU ได้ 5–10% ของมูลค่าสินค้า และส่วนต่างดังกล่าวนี้มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นทุกปี อาจแตะระดับ 20% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า”

ด้านยุทธศาสตร์การรับมือนั้น ผู้ประกอบการเหล็กไทยจำเป็นต้องเร่งจัดทำระบบ MRV ระดับโรงงานและระดับผลิตภัณฑ์ ยกระดับการใช้พลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนผ่านสัญญา PPA หรือโซลาร์ออนไซต์ และพัฒนาความสามารถด้าน traceability ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมยังต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งการเจรจาให้ EU ยอมรับผู้ทวนสอบที่ได้รับการรับรองในประเทศไทย การผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) ระบบ ETS และการสงวนเศษเหล็ก–เศษอะลูมิเนียมไว้ใช้ในประเทศ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเหล็กคาร์บอนต่ำ

“CBAM คือกลไกที่กำลังคัดกรองผู้ชนะและผู้แพ้ในอุตสาหกรรมเหล็กโลก หากไทยปรับตัวได้ทัน จะไม่เพียงรักษาตลาดเดิม แต่ยังสามารถใช้คาร์บอนต่ำเป็นแต้มต่อในการขยายการส่งออกในระยะยาว”


แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.